พระพุทธศาสนาในประเทศไทย

ผศ. ร.ท. ดร.บรรจบ บรรณรุจ
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

บทนำ

แม้ในรัฐธรรมนูญจะไม่ระบุว่า ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ในความเป็นจริง เมื่อดูภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของผู้คนก็คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่า ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ (state religion) เพราะพระพุทธศาสนาเข้ามาในดินแดนที่ปัจจุบันเรียกว่า ประเทศไทย มาช้านาน

การเข้ามา
ช่วงเวลาที่พระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศไทยแบ่งเป็น ๔ ระยะ ดังนี้

๑. พระพุทธศาสนาเถรวาทสมัยพระเจ้าอโศก เข้ามาในราว พ.ศ. ๒๓๙ เป็นพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทแบบดั้งเดิม ที่สืบสายมาจากพระเถระที่ทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ครั้งนั้นประเทศไทยยังเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรทวาราวดี[1]

๒. พระพุทธศาสนาแบบมหายาน เข้ามาในราว พ.ศ. ๑๓๐๐ ซึ่งมีอาณาจักรสำคัญอยู่ในดินแดนที่ส่วนหนึ่งเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน คือ อาณาจักรศรีวิชัยซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เกาะสุมาตราและแผ่อาณาเขตมาถึงแหลมมลายู สันนิษฐานกันว่ามีอาณาเขตตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปถึงจังหวัดปัตตานีในปัจจุบัน พุทธศาสนสถานที่ปรากฏเป็นหลักฐาน คือ พระเจดีย์บรมธาตุไชยา และพระเจดีย์มหาธาตุนครศรีธรรมราช

๓. พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบพุกาม เข้ามาในราว พ.ศ. ๑๖๐๐ พระเจ้าอนุรุทธมหาราช (หรือที่ออกเสียงอย่างพม่าว่า อโนระธา มังฉ่อ) ทรงตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองพุกาม (มาจาก พยูคาม ซึ่งแปลว่า หมู่บ้านของชนชาติพยู) ทรงแผ่เดชานุภาพไปได้ประเทศรามัญไว้ในอำนาจและทรงขยายอาณาเขตออมาถึงล้านนา (คือ จังหวัดภาคเหนือของไทย) ลงมาถึงเมืองลพบุรี (ละโว้โบราณ)

๔. พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกา เข้ามาเมื่อ พ.ศ. ๑๘๐๐ อันเป็นช่วงเวลาที่ไทยได้ตั้งอาณาจักรสุขทัยได้แล้ว เบื้องต้นพระภิกษุชาวไทยได้ไปบวชแปลงที่ประเทศลังกา (ศรีลังกาในปัจจุบัน) กลับมาตั้งคณะที่เมืองนครศรีธรรมราชแล้วได้ชวนพระสงฆ์ชาวลังกามาช่วยกันสร้างพระมหาธาตุ(ที่แปลงเป็นรูปพระสถูปอย่างลังกาให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน)[2] ต่อมา เกียรติคุณของพระสงฆ์ชาวลังการะบือไปถึงเมืองสุโขทัยราชธานี จึงนิมนต์พระเถระจากเมืองนครศรีธรรมราชไปจำพรรษาและตั้งพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกา (เรียกว่า ลังกาวงศ์) ที่เมืองสุโขทัย นับแต่นั้นมา พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาก็ตั้งมั่นอยู่ในสุโขทัยและรุ่งเรืองสืบมา ดังปรากฏในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงว่า พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทานแก่มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบพระไตรปิฎก หัวก๊กกว่าปู่ครูในเมืองนี้ทุกตนลุกแต่เมืองนครศรีธรรมราชมา และตั้งมั่นสืบมาจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน

เถรวาท-มหายาน

จากข้อมูลที่กล่าวไว้ข้างบน จะเห็นว่ามีคำสำคัญอยู่ ๒ คำ คือ คำว่า เถรวาท กับ มหายาน ซึ่งคำทั้งสองนี้ต่อมาได้ใช้เป็นชื่อของนิกายเป็น นิกายเถรวาท กับ นิกายมหายาน

ก. เดิมทีเดียว คำว่าเถรวาทแปลว่า คำสอนของพระเถระ หมายถึง คำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระเถระได้ศึกษาและรักษาสืบต่อกันมานับตั้งแต่ครั้งทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ดังนั้น พระเถระ ในที่นี้ ก็คือ พระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ที่ร่วมทำสังคายนากันในครั้งนั้นรวมทั้งพระเถระที่ร่วมกันทำสังคายนาในยุคต่อ ๆ มา นับตั้งแต่พระมหากัสสปะลงมา ในช่วงเวลาที่เกิดคำว่า เถรวาท ซึ่งอยู่ในช่วงเวลา พ.ศ. ๑๐๐ ๑๓๐ นั้นก็มีคำเกิดใหม่มาเป็นคู่กัน คือ คำว่า มหาสังฆิกะซึ่งแปลว่า ผู้มีหมู่ใหญ่ หรือ ผู้มีพวกมาก ใช้เรียกพระกลุ่มที่แตกออกไปจากเถรวาทเดิม เนื่องจากมีความเห็นเกี่ยวกับคำสอนต่างกัน และมีการปฏิบัติที่ต่างกัน ดังนั้นในช่วงเวลานั้น พระสาวกของพระพุทธเจ้าจึงมีเพียง ๒ นิกาย (กลุ่ม) คือ เถรวาท กับ มหาสังฆิกะ ต่อจากนั้นไปถึงช่วงเวลา พ.ศ. ๑๑๘ อันเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าอโศกได้อำนาจครองแคว้นมคธและเริ่มต้นแผ่พระราชอำนาจครองอินดียทั้งหมด พระในนิกายทั้งสองก็แตกกลุ่มออกไปเป็นนิกายใหม่ ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง โดยนิกายเถรวาทแตกออกไปถึง ๑๒ นิกาย ส่วนนิกายมหาสังฆิกะแตกออกไป ๖ นิกาย รวมเป็น ๑๘ นิกาย ต่อมา เมื่อพระเจ้าอโศกทรงเลื่อมใสพระพุทธศาสนาและจัดทำสังคายนาฝ่ายนิกายเถรวาทเน้นไปที่กลุ่มวิภัชชวาท ซึ่งมีพระโมคคลีบุตรติสสะเป็นประธาน ใน พ.ศ. ๒๓๖ ก็ได้จัดส่งพระธรรมทูตออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในที่ต่าง ๆ รวม ๙ สาย และมีสายหนึ่งที่มายังสุวรรณภูมิ[3] ซึ่งดินแดนส่วนหนึ่งได้เป็นที่ตั้งของประเทศไทย

ส่วนคำว่า มหายานแปลว่า ยานใหญ่ หมายถึง คำสอน วิธีการสอน และวิธีการปฏิบัติที่จะช่วยขนหมู่สัตว์ให้ได้บรรลุโพธิญาณได้มาก เป็นคำคู่กับคำว่า หินยานซึ่งแปลว่า ยานเล็ก หมายถึง คำสอน วิธีการสอน และวิธีการปฏิบัติที่จะช่วยขนหมู่สัตว์ให้ได้บรรลุโพธิญาณได้น้อยกว่า ในการใช้เรียก หินยาน หมายถึง ๑๘ นิกาย ส่วน มหายาน ใช้เรียกพระกลุ่มหนึ่งที่แตกออกมาจาก ๑๘ นิกายเดิม ซึ่งมีเค้ามาตั้งแต่ พ.ศ. ๔๐๐ ด้วยเหตุผล คือ ต้องการสร้างมิติใหม่ในการรับใช้พระพุทธศาสนาด้วยการเชิดชูแนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์เป็นประเด็นสำคัญ โดยเห็นว่าแนวคิดเดิมที่มุ่งให้พระสงฆ์สำเร็จเป็นพระอรหันต์ก่อนแล้วค่อยทำงานรับใช้พระศาสนานั้นดูจะไม่ทันการกับปัญหาที่คนเริ่มเหินห่างจากพระพุทธศาสนา จึงแก้ปัญหาด้วยการกระตุ้นพระและฆราวาสรุ่นใหม่ให้ทำงานรับใช้พระพุทธศาสนาในนาม พระโพธิสัตว์ โดยชี้ให้เห็นว่า ทุกคนสามารถเป็นพระโพธิสัตว์ได้ หากดำเนินตามวิถีแห่งพระโพธิสัตว์ที่พระพุทธเจ้าทรงเคยบำเพ็ญมาแล้วในชาติต่าง ๆ ก่อนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผลปรากฏว่า วิธีการนี้ได้ผล เพราะสามารถกระตุ้นพระและฆราวาสที่เป็นหนุ่มสาวให้หันมาอุทิศตัวรับใช้พระพุทธศาสนาจนประสบผลสำเร็จ ทำให้กู้สถานะของพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปกลับคืนมาได้

ต่อมา พระจากนิกายเถรวาทและนิกายมหายาน ได้ทำงานเผยแพร่กันอย่างหนัก และมหายานก็แตกออกไปเป็นนิกายต่าง ๆ นิกายเถรวาทเผยแผร่ลงมาทางใต้ของชมพูทวีปมาจนถึงลังกา จึงทำให้ได้ชื่อใหม่ว่า ทักษิณนิกาย(นิกายฝ่ายใต้) ส่วนนิกายมหายานเผยแพร่ขึ้นไปทางเหนือ ของชมพูทวีปเข้าไปยังเนปาลแล้วเลยไปถึงดินแดนแถบภูเขาหิมาลัย ผ่านกัสมีระเข้าไปจนถึงเอเชียกลางและจีนตามลำดับ จึงได้ชื่อใหม่ว่า อุตตรนิกาย(นิกายฝ่ายเหนือ) [4] การที่นิกายมหายานขึ้นไปทางเหนือ โดยเฉพาะเข้าไปที่เนปาลในราว พ.ศ. ๑๐๐๐ เศษนั้น มีส่วนสำคัญที่ทำให้มหายานปรับแนวคิดรับเอาลัทธิความเชื่อทางศาสนาดั้งเดิมของท้องถิ่นไว้มาก จนกระทั่งเกิดแนวคิดเรื่อง พระอาทิพุทธะ พระพุทธเจ้าดั้งเดิม ที่เป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายปรมาตมันของพราหมณ์ แนวคิดนี้ทำให้นิกายมหายานเผยแพร่อย่างรวดเร็วเพราะสอดคล้องกับความเชื่อเดิมของท้องถิ่น นิกายมหายานเผยแพร่ได้กว้างขวาง และมีพัฒนาการต่อไปเกี่ยวกับเรื่องกายของพระพุทธเจ้า ๓ กาย คือ ธรรมกาย สัมโภคกาย และนิรมาณกาย และแบ่งพระพุทธเจ้าเป็น ๓ ประเภท คือ อาทิพุทธะ (พระพุทธเจ้าดั้งเดิม) อยู่ในรูปธรรมกาย พระธยานิพุทธะ ครองสัมโภคกาย พระมานุษิพุทธะ ครองนิรมาณกาย ซึ่งเถรวาทไม่มีการแบ่งอย่างนี้ มีแต่พระพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์เท่านั้น

ข. สภาพภูมิศาสตร์เคยกำหนดให้เกิดทักษิณนิกายและอุตตรนิกาย มาแล้ว (ดูข้อ ก.) ปัจจุบัน สภาพภูมิศาสตร์ก็ยังมีส่วนกำหนดอยู่ เพราะเมื่อพูดถึงนิกายเถรวาทกับนิกายมหายาน ก็ทำให้นึกถึงประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย พูดถึงมหายานทำให้นึกถึง จีน ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียตนาม เพราะประเทศเหล่านี้นับถือพระพุทธศาสนามหายาน และเมื่อพูดถึงเถรวาททำให้นึกถึง ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว เขมร เพราะนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท ส่วนประเทศไทยเราอาจจะมีพิเศษกว่าประเทศอื่นตรงที่ว่า แม้จะเป็นประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทแต่มีนิกายมหายานมาเผยแพร่และได้รับพระบรมราชูปถัมภ์อย่างดี

ค. ในประเทศไทย แม้จะมีพระพุทธศาสนานิกายมหายานและนิกายเถรวาทเข้ามาเผยแพร่แต่ก็ไม่มีกล่าวถึงว่าได้มีอยู่คู่กันในคราวเดียวกัน มีกล่าวแต่ว่าเมื่อนิกายหนึ่ง เข้ามาอีกนิกายหนึ่งก็เสื่อมลง เช่น ในยุคสุโขทัย เมื่อครั้งที่พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาเข้ามาได้รับความนิยมและราชูปถัมภ์ นิกายมหายานเดิมก็เสื่อมลง แต่ว่าในยุครัตนโกสินทร์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นิกายทั้งสองอยู่ร่วมกัน

นิกายเถรวาทในบ้านเรามี ๒ นิกาย คือ มหานิกาย กับ ธรรมยุติกนิกาย มหานิกายเป็นนิกายดั้งเดิม ส่วนธรรมยุติกนิกาย เป็นนิกายที่แตกมาจากมหานิกาย ถือกำเนิดในรัชกาลที่ ๔ นิกายทั้งสองแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกัน พระสงฆ์จากนิกายทั้งสองทำงานร่วมกันในนาม มหาเถรสมาคม (The Council of Elder Monks) ส่วนนิกายมหายาน ก็มี ๒ นิกายเช่นกัน คือ จีนนิกาย นิกายของพระสงฆ์จีน กับ อนัมนิกาย นิกายของพระสงฆ์ญวน ซึ่งทั้งสองนิกายแม้จะเป็นอิสระแก่กันแต่ก็อยู่ในปกครองของมหาเถรสมาคมเหมือนกัน

สถาบันพระมหากษัตริย์มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ เพราะนอกจากจะถวายการอุปถัมภ์ นิกายเถรวาทอันเป็นนิกายที่ทรงนับถือแล้ว ก็ยังถวายการอุปถัมภ์แก่นิกายมหายานด้วย จะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ พระราชทานที่ดินให้แก่คณะสงฆ์จีนเพื่อสร้างเป็นวัดมหายานแห่งแรก คือ วัดเล่งเนยยี่ หรือที่เรียกเป็นทางการว่า วัดมังกรกมลาวาส อีกทั้งยังถวายสมณศักดิ์ด้วย และยังทรงถวายการอุปถัมภ์ดูแลพระสงฆ์ญวนด้วยดังจะเห็นว่าทรงมีพระราชานุญาตให้สร้างวัดกุศลสมาครถวายพระสงฆ์ญวน ทั้งสองวัดนี้อยู่ที่เยาวราช

ง. ความเหมือนและความแตกต่าง ตามที่กล่าวไว้ในข้อ ก. สรุปได้ว่าเถรวาทเป็นนิกายแม่ ซึ่งแตกออกเป็นนิกายลูกคือ มหาสังฆิกะ แล้วจากนั้นนิกายแม่และนิกายลูกก็แตกออกเป็น ๑๘ นิกาย แล้วพระจาก ๑๘ นิกายก็แยกตัวมาตั้งนิกายมหายานทำงานกู้สถานะของพระศาสนาควบคู่ไปกับ ๑๘ นิกาย ต่อมามหายานก็แตกออกไปเป็น ๔ นิกาย ทั้งหมดคือเหตุการณ์ที่เกิดในอินเดียตั้งแต่พ.ศ. ๑๐๐ ถึง พ.ศ. ๖๐๐ โดยประมาณ ทั้งหมดมีความเหมือนกันในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนนับถือพระพุทธเจ้าเป็นพระศาสดา ส่วนความแตกต่างกันนั้นอยู่ที่การเข้าใจ การตีความ และการปฏิบัติตามคำสอน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่างดังกล่าว นอกจากเรื่องทรรศนะและศักยภาพส่วนตนแล้ว สภาพแวดล้อมของท้องถิ่น เช่น ความเชื่อ วิถีชีวิตของผู้คน ประเพณี ก็มีส่วนสำคัญมากที่สนับสนุนการเข้าใจ การตีความและการปฏิบัติตามคำสอนต่างไปจากเดิมจนกลายเป็นความแตกต่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนขอสรุปดังนี้

๑.ความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้า ขณะที่เถรวาทเชื่อว่า ในแต่ละยุคมีพระพุทธเจ้าอุบัติเพียงพระองค์เดียว และเมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วก็ไม่เกิดอีกต่อไป เพราะทรงละกิเลสที่เป็นต้นเหตุให้เวียนว่ายตายเกิดได้หมดแล้ว ส่วนมหายานเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามี ๓ กายคือธรรมกาย (Dharmakaya) สัมโภคกาย (Sambhogakaya)และนิรมาณกาย (Nirmanakaya) ธรรมกาย คือ กายหลัก เป็นกายที่ทำให้เกิดสรรพชีวิตและสรรพสิ่ง พระพุทธเจ้าที่ครองกายนี้ เรียกว่า อาทิพุทธะ เมื่อพระอาทิพุทธะต้องการสอนเทวดาก็สร้างพระธยานิพุทธะขึ้นมาในรูปสัมโภคกาย(กายทิพย์)สถิตอยู่ในแดนสุขาวดี และเมื่อต้องการสอนมนุษย์ก็สร้างมานุษิพุทธะในรูปนิรมาณกาย

พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ในทรรศนะของมหายาน ทรงอุบัติจากธรรมกาย มาได้นิรมาณกาย และเมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วก็กลับไปรวมอยู่กับธรรมกาย

๒.ความเชื่อเรื่องแดนสุขาวดี เถรวาทมีความเชื่อเรื่องภพภูมิหลังตายจากชาตินี้เกี่ยวกับสวรรค์ ๖ ชั้น รูปพรหม ๑๖ ชั้น อรูปพรหม ๔ ชั้น และสุทธาวาส ๕ ชั้น ว่ามีอยู่จริง และคนสามารถไปเกิดในภพภูมิเหล่านั้นได้ตามสภาพกุศลจิตที่ได้ฝึกฝนมา พระอริยบุคคลขั้นอนาคามีตายแล้วจะไปเกิดอย่างแน่นอนในภพสุทธาวาส (ที่อยู่ของผู้บริสุทธิ์ คือ พระอนาคามี) แล้วบำเพ็ญเพียรต่อจนกระทั่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์ซึ่งอยู่และนิพพานในภพนั้นเลยจะไม่กลับมาเกิดอีก ส่วนมหายานมีความเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดเหมือนเถรวาท แต่ที่ต่างกันคือมีความเชื่อเรื่องแดนสุขาวดี (แดนที่มีความสุข)ว่าเป็นพุทธเกษตร คือ ดินแดนที่สถิตอยู่ของพระธยานิพุทธะ มนุษย์หากทำความดีไว้มากก็สามารถไปเกิดที่นั่นได้ แดนสุขาวดีที่มีชื่อเสียงของมหายานในปัจจุบันคือพุทธเกษตรของพระพุทธเจ้าอมิตาภะ (Amitabha Buddha)[5] และเมื่อโลกนี้ไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่แล้วพระพุทธเจ้าอมิตาภะก็ทรงทำหน้าดีดูแลคอยช่วยเหลือโลกมนุษย์ผ่านทางพระโพธิสัตว์ผู้ช่วยเหลือ ๒ องค์ คือ พระมหาสถามปราปตโพธิสัตว์ และพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ผู้เขียนมีความเห็นว่าแดนสุขาวดีของมหายานน่าจะได้แนวคิดไปจากภพสุทธาวาสของเถรวาท โดยเปลี่ยนความหมายจากที่อยู่ของผู้บริสุทธิ์ ให้เป็นดินแดนแห่งความสุขและมีความสวยงาม

๓. เครื่อง(นุ่ง)ห่มของพระสงฆ์ ทั้งสองนิกายเรียกว่า ผ้าจีวรเหมือนกัน จีวรของเถรวาทเป็นผ้าผืนใหญ่ มีการตัดเย็บเป็นรูปผืนนาของชาวมคธตามที่พระอานนท์ออกแบบไว้ ของมหายานก็น่าจะยังคงรูปผืนนาไว้ แต่รูปทรงถูกปรับให้เป็นแบบเสื้อคลุมของฆราวาส มีการเล่าว่า การปรับเครื่องนุ่งห่มของพระสงฆ์มหายานให้เป็นแบบนั้นเกิดจากการที่พระสงฆ์เข้าไปเผยแผ่พระพุทธศาสนในประเทศจีนต้องการให้ชาวจีนไว้วางใจและศรัทธาจึงปรับรูปทรงให้เป็นเหมือนเครื่องนุ่งห่มของนักบวชเต๋าซึ่งชาวจีนคุ้นเคยและศรัทธา และปรากฏว่าได้ผล ชาวจีนเกิดความคุ้นและยอมรับพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา [6]

๔. การใช้ภาษารักษาและถ่ายทอดคำสอน นิกายมหายาน พระมหายานชาวอินเดีย แต่แรกเริ่ม ใช้ภาษาสันสกฤต แต่มาเมื่อพระพุทธศาสนาเข้าในประเทศต่าง ๆก็แปลเป็นภาษาท้องถิ่น คือเข้าไปในจีนก็แปลเป็นภาษาจีน เข้าไปในเกาหลีและญี่ปุ่นก็แปลเป็นภาษาเกาหลีและญี่ปุ่น ส่วนนิกายเถรวาทใช้ภาษาบาลีเป็นภาษารักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าและสนับสนุนให้คนท้องถิ่นเรียนภาษาบาลี สาธยายพุทธพจน์เป็นภาษาบาลี จนสามารถแต่งคัมภีร์เป็นภาษาบาลีได้

บทบาทของพระพุทธศาสนาหลังเข้ามา : กรณีศึกษาที่เมืองสุโขทัย

ก่อนที่พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์จะเข้ามาเผยแพร่ถึงเมืองสุโขทัย พระพุทธศาสนามหายานได้เผยแพร่อยู่ก่อนแล้ว แต่วิถีชีวิตของพระมหายานน่าจะไม่เป็นที่ศรัทธาของผู้คนโดยเฉพาะผู้นำอย่างกษัตริย์ จึงทำให้กษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงหันความสนใจไปยังนิกายเถรวาทแบบลังกาซึ่งกำลังเผยแพร่อยู่ที่นครศรีธรรมราช[7] ผู้เขียนสันนิษฐานว่ามหายานในยุคนั้นน่าจะเป็นมหายานแบบตันตระ คือ มีการท่องธารณี มีการเรียนการเขียนยันตร์ ซึ่งรูปยันต์ก็คล้ายมัณฑละ (mandala) เป็นไปได้ว่านิกายเถรวาทเมื่อเข้ามาเผยแพร่ในเมืองสุโขทัยแล้วก็ได้ดัดแปลงรูปแบบหลายอย่างของมหายานมาใช้ เช่น ดัดแปลงธารณีมาเสนอในรูปยอดกัณฑ์พระไตรปิฎก อีกทั้งยังน่าจะได้พัฒนาธารณีมาในอยู่รูปของอักษรย่อต่าง ๆ เช่น จิ. เจ. รุ. นิ (จิต เจตสิก รูป นิพพาน) บ้าง ที. ม. สํ. อํ. ขุ. (ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย) บ้าง โดยมีวัตถุประสงค์นอกจากเพื่อทรงจำคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ยังใช้ไปในการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง และใช้ในการทำพินทุผ้าของพระบวชใหม่ เพื่อให้ผ้ามีตำหนิและทำให้ผู้อื่นรู้ว่าเป็นผ้าที่มีเจ้าของ ในขณะเดียวกัน ด้านการเผยแพร่ก็ดำเนินต่อไปจนเกิดกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้

๑. การสร้างวัดและศาสนสถานอื่น ๆ

๑.๑ มีการสร้างวัดถวายไว้ในพระพุทธศาสนาจำนวนมากทั้งในตัวเมืองสุโขทัยและนอกีวเมืองสุโขทัย เพื่อให้พระสงฆ์อยู่จำพรรษา วัดที่อยู่ในตัวเมืองสุโขทัยจัดอยู่ในประเภทคามวาสี (อยู่ในหมู่บ้าน) ส่วนวัดที่นอกตัวเมืองสุโขทัยจัดอยู่ในประเภทอรัญญวาสี (อยู่ในป่า) และในตัวเมืองยังสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และวิหาร[7]

๑. ๒ มีการสร้าง พระพุทธรูปที่งดงาม และพระพุทธรูปที่สำคัญ คือ พระอัฏฐารส ซึ่งคำนี้แปลว่า ๑๘ อันหมายถึง พระคุณ ๑๘ ประการของพระพุทธเจ้า เช่น ไม่มีทุจริต ทางกาย วาจา ใจ และมีพระปัญญาไม่ติดขัด เป็นต้น

๒. การศึกษา

มีการศึกษาธรรมจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา ดังจะเห็นว่ามีการนิมนต์พระมาแสดงธรรมที่ป่าตาล หรือบางคราวพ่อขุนรามคำแหงก็ทรงสอนธรรมเอง ผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะมีการศึกษาภาษาบาลีด้วย เพราะจะได้ใช้เป็นเครื่องมือในการค้นคว้าคัมภีร์ ภาษาบาลีน่าจะเป็นภาษาต่างประเทศภาษาหนึ่งที่ทำให้ชาวสุโขทัยในยุคนั้นตื่นตัวศึกษากันไม่น้อย และนักศึกษาคนสำคัญน่าจะได้แก่พระยาลิโทย ซึ่งพระองค์ทรงศึกษาพระพุทธศาสนาและภาษาบาลีตั้งแต่ครั้งยังเป็นพระราชกุมาร จึงทำให้ทรงแตกฉาน

๓. ประเพณี

๓.๑ มีประเพณีการออกบวชในพระพุทธศาสนา เรื่องของพระยาลิไทยนับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน พระองค์ทรงผนวชที่วัดจุฬามณี เมืองพิษณุโลก เป็นเวลา ๘ เดือน สันนิษฐานว่าในช่วงนี้คงใช้เวลาศึกษาพระไตรปิฎกอรรถกถาและภาษาบาลีอย่างเต็มที่ การออกบวชของพระองค์น่าจะเป็นแบบอย่างให้เกิดประเพณีออกบวชของชาวพุทธไทย ซึ่งต่อมากำหนดให้เป็นประเพณีการบวช ๓ เดือน

๓.๒ มีประเพณีการทอดกฐิน หลังออกพรรษา

๔. วรรณคดี

มีการแต่งหนังสือเป็นภาษาไทย ชื่อ เตภูมิกกถาหรือที่เรียกว่า ไตรภูมิพระร่วง อันเป็นตำราทางพระพุทธศาสนาเล่มแรกของไทย พระยาลิไทย ทรงแต่งหนังสือตั้งแต่ครั้งเป็นลูกหลวงครองเมืองศรีสัชชนาลัย แล้วต่อมาน่าจะได้ใช้เป็นตำราสอนศีลธรรมแก่ประชาชน

 


[1][1] ความสำคัญของอาณาจักรทวารวดี ดูได้จากร่องรอยของศิลปะทวาราวดีที่ปรากฏอยู่ตามลุ่มน้ำและภาคต่าง ๆ ดังนี้ ลุ่มน้ำท่าจีน ที่เมืองนครปฐมและเมืองโบราณอู่ทอง ลุ่มน้ำแม่กลอง เมืองโบราณคูบัว ลุ่มน้ำลพบุรี เมืองละโว้ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน เมืองโบราณจันเสน ทางตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมืองศรีมโหสถ ลุ่มน้ำป่าสัก เมืองศรีเทพ ลุ่มน้ำปิงตอนล่าง เมืองหริภุญชัย ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมืองโบราณเสมา เมืองฟ้าแดดสงยาง เมืองกันทรวิชัย และเมืองนครจำปาศรี ทางภาคใต้ เมืองไชยา (ขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีในปัจจุบัน) บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช และเมืองยะรัง (เขตจังหวัดปัตตานี) ศิลปะเหล่านี้สัมพันธ์อยู่กับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา (สรุปจาก ธิดา สาระยา, (ศรี) ทวาราวดี : ประวัติศาสตร์ยุคต้นของสยามประเทศ, หน้า๔๘)

[1][2] มีการสร้างรูปจตุคามรามเทพไว้ด้วย

[1][3] สุวรรณภูมิ แปลว่า ดินแดนแห่งทองคำ หมายถึง ดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์

[1][4] ความจริงแล้ว ก่อนมหายานจะเข้าไปทางเหนือนั้น เถรวาทบางรนิกาย เช่น นิกายธรรมคุปตะ ได้กรุยทางนำไปก่อนแล้ว

[1][5] ปัจจุบันนิยมเรียกว่า อมิตพุทธ ซึ่งกร่อนมาจากคำว่า อมิตาภพุทธ แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้มีรัศมีอันนับไม่ได้, หรือ กร่อนมาจากคำว่า อมิตายุรพุทธ แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้มีอายุนับไม่ได้, บางทีออกเสียงเพี้ยนเป็น อมิตตพุทธ ทำให้ความหมายเปลี่ยน เป็นว่า พระพุทธเจ้าผู้ไม่เป็นมิตร ซึ่งไม่ถูกต้อง; ญี่ปุ่นนิยมออกเสียงเป็น อมิตดา (Amitada)

[1][6] พระนักศึกษาจากประเทศเวียตนามอธิบาย

[1][7]นครศรีธรรมราชอยู่ในการปกครองของสุโขทัย.